โครงการพลังแห่งความดี นู สกิน | นู สกิน ประเทศไทย

โครงการพลังแห่งความดี นู สกิน | นู สกิน ประเทศไทย

นู สกิน ให้การสนับสนุนโครงการที่มีคุณค่าใน 50 ประเทศทั่วโลกตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการพลังแห่งความดีขึ้นในปี พ.ศ. 2539 โครงการที่ได้รับความสนใจมากในตลาดอเมริกาเหนือคือหมู่บ้านมตาลิมันจา และโครงการเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง

 

ต้องการดูรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการพลังความดีรายการอื่น คลิกที่ forceforgood.org.

 

หมู่บ้านมตาลิมันจา (แอฟริกา)

graduation

ในปีพ.ศ. 2550 โครงการพลังแห่งความดียกย่องความทุ่มเทของหมู่บ้านมตาลิมันจา ซึ่งตั้งชื่อตามชาวพื้นเมืองประเทศมาลาวี มตาลิมันจาแปลว่า “มือยาวที่มีแต่ให้”

 

โครงการ “สร้างหมู่บ้าน” ของมูลนิธิมีกิจกรรมหลักคือมอบความช่วยเหลือให้ชาวมาลาวีในทวีปแอฟริกา มาลาวีเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวนา มีเงินใช้จ่ายในแต่ละวันไม่ถึง 1 ดอลลาร์ หนึ่งในสามของประชากรของมาลาวีกำลังประสบปัญหาขาดอาหาร

 

โครงการพลังความดีของนู สกิน ร่วมกับองค์การไม่แสวงหาผลกำไรในท้องที่และกลุ่มพลเรือนก่อตั้งโครงการขึ้นมาเมื่อพ.ศ. 2549 โดยมีเป้าหมาย 2 ประการ ประการแรกคือสร้างหมู่บ้าน ประการที่สองคือสร้าง “ห้องเรียนที่มีชีวิต” เพื่อสอน และอบรมชาวนาจำนวน 40-50 คนและครอบครัวให้มีความรู้ สามารถพึ่งพาตนเอง และฝ่าฟันภัยแล้งไปได้ ครอบครัวชาวนาจะพักอยู่ในหมู่บ้านประมาณ 2 ปี เมื่อมีความรู้เรื่องการเกษตรเพียงพอ พวกเขาจะเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านของตนเอง และถ่ายทอดความรู้สู่คนในหมู่บ้านและเด็ก เพื่อให้หลักการพึ่งพาตนเองสืบทอดไปจากรุ่นสู่รุ่น

 

ในปีพ.ศ. 2552 หมู่บ้านจัดพิธีฉลองการจบการศึกษาเป็นครั้งแรกด้วยพิธีการที่ไม่ต่างอะไรจากงานฉลองการจบการศึกษาที่บัณฑิตจบใหม่เดินเวียนรอบเวทีเพื่อขึ้นมารับประกาศนียบัตร พวกเขาเป็นบัณฑิตชุดแรกที่จบการศึกษาจากโรงเรียนการเกษตร และการพึ่งพาตนเองแห่งมตาลิมันจา ภายในระยะเวลา 2 ปีหมู่บ้านเจริญขึ้นมากเพราะเหล่าบัณฑิตได้เรียนรู้การเกษตร และการชลประทานที่ถูกวิธีแล้วนำมาปรับใช้ในหมู่บ้านของตน

 

ดังเช่นที่ สตีฟ ลันด์ กล่าวไว้ในพิธีเปิดว่า “คุณอาจคิดว่าคุณมาที่นี่เพื่อเป็นนักเรียน แต่จริงๆ แล้ว คุณมาเพื่อเป็นครู”

 

เหล่านักเรียนอธิบายว่าโดยปกติ มาลาวีผลิตข้าวโพดได้ 2,000-3,000 กิโลกรัมต่อพื้นที่การเกษตร 1 เฮคตาร์ แต่ในปีแรก พวกเขาได้ผลผลิตสูงถึง 3,000-7,000 กิโลกรัม และในปีนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 4,000-9,000 กิโลกรัม ในปัจจุบันพวกเขาผลิตข้าวโพดได้มากกว่าเดิมถึง 4.5 เท่า พวกเขาเล่าให้ฟังเรื่องผลผลิตทางการเกษตรอื่นที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ชาวนาเหล่านี้จะเป็นความหวังในการต่อสู้กับความหิวโหยของประเทศมาลาวี

 

นักเรียนกลุ่มใหม่เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านและเริ่มต้นการเรียนรู้แบบพึ่งพาตนเอง

 

เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง (แอฟริกา)

tree_planting

ทุกๆ 25 เซ็นต์ที่ได้รับจากการขาย Epoch Baobab Body Butter จะถูกบริจาคเข้าสมทบโครงการพลังแห่งความดีของ นู สกิน เพื่อสนับสนุนโครงการเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังของมาลาวี เงินทุนดังกล่าวจะใช้เพื่อซื้อพันธุ์ไม้นานาชนิดที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อชาวมาลาวี รวมถึงต้นบาวแบบ และผลไม้ ประเทศมาลาวีมีอัตราการทำลายพื้นที่ป่าสูงสุดแห่งหนึ่งในโลก จึงต้องการการฟื้นฟูสภาพป่ารวมทั้งการปกป้องทรัพยากรอันมีค่าของประเทศอย่างเร่งด่วน

 

ในปีพ.ศ. 2552 นู สกิน ประกาศว่าได้บริจาคต้นไม้กว่า 100,000 ต้นให้กับหมู่บ้านต่างๆ ในประเทศมาลาวีผ่านการสนับสนุนด้วยดีจากผู้จัดจำหน่ายและลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ Epoch Baobab Body Butter การปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้จะสร้างประโยชน์ให้กับชาวมาลาวีอย่างประเมินค่าไม่ได้ ในระยะสั้น ต้นไม้จะถูกใช้เป็นอาหารและวัตถุดิบ ในระยะยาว ต้นไม้จะมีประโยชน์ในการเก็บรักษาสิ่งของ ให้ร่มเงา และบำรุงดิน ยกตัวอย่างเช่น ใบบาวแบบอาจรับประทานเป็นผัก และเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากที่ปลูกต้นอ่อนไป 1 ปี ภายใน 5 ปี ต้นบาวแบบจะเริ่มออกลูก ซึ่งสามารถนำไปรับประทานหรือขาย เปลือกต้นบาวแบบสามารถใช้เป็นเส้นใยในการทำเชือกหรือใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง เปลือกไม้จะงอกออกมาใหม่ให้นำไปใช้ได้ทุก 5 ปี

 

ในประเทศที่มีภูมิอากาศค่อนข้างร้อนอย่างมาลาวี ปริมาณออกซิเจนและน้ำที่ระเหยผ่านต้นไม้สู่ชั้นบรรยากาศมีความสำคัญต่อปริมาณน้ำฝนที่จะช่วยป้องกันชาวมาลาวีจากปัญหาภัยแล้งและทุพภิกขภัย นอกจากนั้นระบบรากของต้นบาวแบบยังช่วยป้องกันดินถล่มและการพังทลายของดิน รวมทั้งให้ร่มเงาแก่คนและสัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วย

 

โครงการเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการพลังแห่งความดีของ นู สกิน ช่วยให้ชาวมาลาวีผลิตอาหาร และป้องกันทุพภิกขภัยได้อย่างยั่งยืน โครงการฟื้นฟูผืนป่านี้ ทำให้เราสามารถสร้างทรัพยากรอันมีค่าขึ้นมาใหม่พร้อมไปกับการสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

สายรุ้งแห่งความหวัง (สิงคโปร์)

rainbow_of_hope

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 อาจเป็นเพียงวันธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเด็กในโครงการสายรุ้ง และผู้ปกครองที่โรงพยาบาล KK Women’s & Children’s Hospital (KKH) วันนั้นเป็นวันที่สำคัญมาก

 

วันนั้นเป็นวันเปิดศูนย์สายรุ้ง ศูนย์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็ก และเยาวชน รวมถึงผู้ดูแลคนไข้ให้เรียนรู้เกี่ยวกับโรคร้ายที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

 

โครงการพลังแห่งความดีของ นู สกิน ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกในตลาดหลักทรัพย์ ได้บริจาคเงินกว่า 90,000 ดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้นที่โรงพยาบาล และสนับสนุนทุนในการดำเนินงานเป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งถึงปีพ.ศ. 2555 รวมทั้งบริการคอมพิวเตอร์พกพา เกม และหนังสือให้กับศูนย์แห่งนี้ตลอดระยะเวลาดังกล่าวด้วย

 

ศูนย์สายรุ้งแห่งใหม่มีบริการให้คำแนะนำ (โดยนักสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่) ให้ข้อมูล และความรู้เชิงวิชาการให้กับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก รวมทั้งผู้ปกครอง และผู้ดูแลคนไข้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กที่ป่วยหนัก และครอบครัวให้มีความรู้เพื่อรับมือกับโรคร้ายได้ดีขึ้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของคลับสายรุ้งยังจัดการเรียนการสอนข้างเตียงผู้ป่วยสำหรับเด็กที่เข้าโรงพยาบาลเป็นเวลานาน และต้องการเรียนให้ทันเพื่อนร่วมชั้น



ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 นู สกิน สิงคโปร์ทำงานร่วมกับคลับสายรุ้ง ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ขึ้นทะเบียนเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดย นู สกิน สิงคโปร์ได้ช่วยเหลือ และสนับสนุนโครงการต่างๆ ของคลับด้วยดีตลอดมา ปีนี้นับเป็นปีที่สำคัญมากสำหรับ นู สกิน สิงคโปร์เนื่องจากเป็นปีที่ 10 ของการร่วมสนับสนุนโครงการนับตั้งแต่วันที่เปิดศูนย์สายรุ้งที่โรงพยาบาล KK Women’s & Children’s Hospital และนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของโครงการพลังแห่งความดีเช่นกัน



คุณMichael Chen ประธาน นู สกิน สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน มอบเช็คมูลค่า 90,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ในวันที่ทำพิธีเปิด โดยมีคุณ Ivy Ng อาจารย์และ CEO ของ KKH และคุณ Gregory Vijayendran ประธานคลับสายรุ้ง ให้เกียรติร่วมในงาน พร้อมทั้งจัดงานวันเกิดให้เด็กจากคลับสายรุ้งที่เกิดในเดือนเดียวกับวันเปิดศูนย์สายรุ้ง จำนวน 20 คน

 

“เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของศูนย์แห่งใหม่ที่ KKH รวมถึงความสะดวกสบายของผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคร้ายและเป็นอันตรายต่อชีวิต นอกจากนี้เรายังรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มอบอุปกรณ์การเรียน เช่น คอมพิวเตอร์พกพา คอมพิวเตอร์ หนังสือและเกม เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนของเด็กเหล่านั้น” คุณ Michael Chen กล่าว

 

ศาสตราจารย์ Ivy Ng, CEO ของ KKH กล่าวว่า “KKH รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมกับคลับสายรุ้งจัดทำศูนย์เรียนรู้สำหรับผู้ป่วย ศูนย์แห่งนี้จะช่วยในเรื่องของดูแลที่จะมอบให้กับเด็กเหล่านี้อย่างมาก”



ขอบคุณ นู สกิน สำหรับการบริจาคที่ได้เอื้อเฟื้อให้กับทางคลับสายรุ้งตลอดมา คุณ Vijayendran กล่าวว่า “เรารู้สึกสำนึกในบุญคุณของ นู สกิน ที่ร่วมสนับสนุนกิจการของคลับสายรุ้งสิงคโปร์ทั้งในรูปของเงินบริจาค และอาสาสมัครในโครงการต่างๆ ผมเข้าใจว่าพนักงาน นู สกิน และผู้จัดจำหน่ายต้องอุทิศเวลาส่วนตัวเพื่อช่วยเด็กในโครงการสายรุ้งของเรา นู สกิน และอาสาสมัครเหล่านั้นกลายเป็นสายรุ้งแห่งความหวังสำหรับเด็กที่ป่วยและครอบครัวของพวกเขา นู สกิน ไม่เคยทวงถามสิทธิ์ในศูนย์แห่งนี้ แต่เพื่อตอบแทนน้ำใจ และความเอื้อเฟื้อ เราทุกคนจึงยกย่อง นู สกิน ในฐานะผู้สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์แห่งนี้ด้วยใจจริง”

 

นู สกิน สิงคโปร์ ปฏิญาณที่จะร่วมสนับสนุนโครงการพลังแห่งความดี และเป็นสายรุ้งแห่งความหวังสำหรับเด็กๆ อีกจำนวนมากต่อไป

เริ่มต้นกับ นู สกิน สมัครเป็น แบรนด์ แอฟฟลิลิเอต