ภูมิเพี้ยน หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

ภูมิเพี้ยน หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

thesource22-1

โดยธรรมชาติ ร่างกายเราถูกสร้างขึ้นพร้อมกับกลไกป้องกันภัยของร่างกาย ที่เมื่อได้รับสิ่งแปลกปลอมหรือสารอันตรายเข้าไป ร่างกายจะสร้างกลไกในการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ ไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ กลไกที่ว่านี้ เรียกว่าระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system)
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ระบบภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถแยกแยะระหว่างเซลล์ของร่างกายกับเซลล์ของสิ่งแปลกปลอมได้ ภูมิคุ้มกันจึงหันมาทำร้ายร่างกายเราเสียเอง ทำให้เกิดการอักเสบและความเสียหายต่ออวัยวะในร่างกาย จนอาจเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีโรคในกลุ่มของโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองมากมาย แต่ที่รู้จักกันดี ก็เห็นจะเป็น โรคแอสเอลอี (SLE: Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคพุ่มพวงนั่นเอง

 

 

thesource22-2

สาเหตุของการเกิดโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง มีหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อ สารพิษจากสิ่งแวดล้อม ยา แสงแดด เป็นต้น โดย เพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเพศชาย อาการเริ่มแรก มักไม่จำเพาะ เช่น เหนื่อย เพลีย อ่อนล้า ไข้ต่ำ มึนงง ปวดเมื่อยตามร่างกาย จนกระทั่งมีอาการของการทำลายอวัยวะที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้น

 

โรคนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. โรคที่มีการทำลายแบบจำเพาะต่ออวัยวะ (Organ Specific) เช่น การทำลายตับอ่อนในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และ การทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ในผู้ป่วย Inflammatory Bowel Disease เป็นต้น
  2. โรคที่มีการทำลายอวัยวะหลายระบบ (Systemic) เช่น เอสแอลอี รูมาตอยด์ และ โรคหนังแข็ง เป็นต้น

 

 

การรักษาในปัจจุบัน คือ การมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการเจ็บปวดและการอักเสบ โดยใช้ยากลุ่ม NSAIDs (Non-steroidal anti-inflammatory drugs) แต่หากอาการรุนแรงขึ้น อาจให้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือสเตียรอยด์ เพื่อลดอาการที่เกิดขึ้นในระหว่างที่โรคกำเริบ อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ มักมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ติดเชื้อง่าย กระดูกบาง ตัวบวม หน้าบวม พิษต่อตับ ภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น

 

สำหรับผู้ที่ยังไม่เป็นโรคเหล่านี้ ทางที่ดีที่สุด ก็คือ การเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่เสมอ 

  1. เริ่มต้นจากการเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโภชนาการที่ดีและปลอดสารเคมี หลีกเลี่ยงอาหารไม่มีประโยชน์ อาทิ อาหารทอด ปิ้งย่าง น้ำอัดลม อาหารที่มีไขมันสูง
  2. ออกกำลังกายเป็นประจำ
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ
  4. ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด อาจหากิจกรรมคลายเครียด เช่น สวดมนต์ อ่านหนังสือ ฟังเพลง คิดบวก เป็นต้น
  5. เลือกสารอาหารที่ช่วยดูแลระบบภูมิคุ้มกันทานอย่างต่อเนื่อง เช่น

 

a. เห็ดหลินจือแดง ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกัน และเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นพระเอกในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการต่อต้านเซลล์มะเร็งอีกด้วย

b. โปรตีนสกัดจากน้ำนมวัว ช่วยในการต่อต้านเชื้อโรคหลายชนิด เช่น เชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของอาการเจ็บคอ ท้องเสีย เชื้อราที่เป็นต้นเหตุของฝ้าขาวที่ลิ้น เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียในเด็ก ตลอดจนโรคติดเชื้อแทรกซ้อนในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และยังช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงในระยะยาวอีกด้วย


ในวันที่ร่างกายยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ก็อย่าชะล่าใจ ละเลยการดูแลสุขภาพไปนะคะ ทุกวันนี้ โรคภัยใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที มาดูแลภูมิคุ้มกันของเราให้แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ ก่อนจะสายเกินแก้กันเถอะค่ะ

เริ่มต้นกับ นู สกิน สมัครเป็น แบรนด์ แอฟฟลิลิเอต