คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ นู สกิน | นู สกิน ประเทศไทย

คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์

หลายปีที่ผ่านมา นู สกิน ได้ทำงานร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์หลายแห่งทั่วโลกเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย

 

คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน คือแหล่งรวมของผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และเภสัชกรรมที่มีประสบการณ์อันยาวนานและประสบความสำเร็จอย่างสูงจากทั่วทุกมุมโลก ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เป็นผู้นำในสาขาต่างๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ นู สกิน และการทดลองทางคลินิกในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหลายแห่งทั่วโลก

 

ในปี พ.ศ. 2552 ห้องปฏิบัติการวิจัยของ นู สกิน และPharmanexในเมืองโพรโว มลรัฐยูท่าห์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยเวชศาสตร์ชะลอวัยแห่งบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ซึ่งเป็นชื่อที่บ่งชี้ถึงพันธสัญญาของบริษัทที่จะมุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์ชะลอวัยเพื่อนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและอาหารเสริมต่างๆ ศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็น 1 ใน 3 ศูนย์วิจัยระดับสากลของบริษัท และเป็นที่ทำงานของนักวิทยาศาสตร์เกือบ 50 คน โดยอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีมูลค่าสูงถึง 1.75 ล้านเหรียญสหรัฐ ทีมนักวิทยาศาสตร์ของเราทำงานอยู่ในศูนย์วิจัย 3 แห่ง ซึ่งอยู่ในกรุงปักกิ่ง เมืองเซี่ยงไฮ้ และเมืองโพรโว มลรัฐยูท่าห์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับสถาบันวิจัยชั้นนำจำนวนมาก

 

เมื่อไม่นานมานี้ นู สกิน ได้ประสานความร่วมมือทางการศึกษาวิจัยกับ Stanford University และLifeGen Technologies โดยนักวิจัยที่ Stanford  University จะมุ่งศึกษาการแสดงออกของยีนในขณะที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตและชราภาพลงและการควบคุมยีนในผิวหนังที่เสื่อมชราลงเรื่อยๆนอกจากนี้ นู สกิน เป็นบริษัทขายตรงเพียงแห่งเดียวที่ได้ริเริ่มความร่วมมือกับ LifeGen Technologies ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความชำนาญและประสบการณ์ในการพัฒนาวิธีการยืดอายุในรูปแบบต่างๆ โดยผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ได้ตีพิมพ์บทงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาแล้วกว่า 200 บทความ ทำให้ นู สกิน สามารถเข้าถึงงานวิจัยฐานพันธุกรรมเกี่ยวกับการชราภาพที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ผ่านมาเมื่อนำงานวิจัยที่ผ่านมาของ LifeGen ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกมารวมกับงานวิจัยของ นู สกิน ที่กำลังดำเนินอยู่ ทำให้เราสามารถใช้ความรู้และข้อมูลเหล่านี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ล้ำสมัยซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของเราเองได้ 


Bohlin foto 05

ดร.ลาร์ส โบฮ์ลิน , Ph.D.

ศาสตราจารย์ทางด้านเภสัชเวท จาก University of Uppsala ประเทศสวีเดน

 

ดร.ลาร์ส โบฮ์ลิน ได้ทุ่มเทระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมาให้กับการศึกษาวิจัยและการสอนทางด้านเภสัชเวท เขาได้รับปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเภสัชศาสตร์ จาก Royal Institute of Pharmacy กรุงสต็อกโฮล์ม ในปี พ.ศ. 2515และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเภสัชเวท จาก University of Uppsalaในปี พ.ศ. 2521หลังจากผ่านการฝึกอบรมนักวิจัยหลังปริญญาเอก ดร.ลาร์ส โบฮ์ลิน ร่วมกับ ศาสตราจารย์คาร์ลเจอราสซี และพอล เจ ชูเออร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกาพัฒนาเภสัชเวททางทะเลในประเทศสวีเดน เพื่อระบุความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างและการออกฤทธิ์ของสาร ซึ่งอาจนำไปใช้ในการคิดค้นยาใหม่ได้นอกจากนี้ ดร.ลาร์ส โบฮ์ลิน ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรภาครัฐและเอกชนต่างๆ มากมาย รวมถึงสภาวิจัยหลายแห่งในทวีปยุโรป และเป็นบรรณาธิการเฉพาะสาขาให้กับวารสาร Phytochemistry Letters และเป็นที่ปรึกษากองบรรณาธิการให้กับวารสาร Journal of Natural ProductsวารสารPlantaMedicaและวารสาร Phytomedicineทั้งนี้ เขายังร่วมเขียนบทความวิจัย บทวิจารณ์และหนังสือกว่า 130 ชิ้น ในปี พ.ศ. 2553 ร่วมเขียนหนังสือแบบเรียนวิชาเภสัชเวทชื่อDrugs of Natural Origin—A Treatise of Pharmacognosy ในการพิมพ์ครั้งที่ 6และมีส่วนร่วมในการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพอีกด้วย


PAUL COX

ดร.พอล อลัน คอกซ์

Director of the Institute for Ethnomedicine

 

ดร.พอล อลัน คอกซ์ เป็นหนึ่งในนักพฤกษศาสตร์พื้นบ้านที่มีชื่อเสียงในระดับสากลซึ่งให้ความสนใจกับการใช้พืชพันธุ์ทางการแพทย์ในวัฒนธรรมพื้นบ้าน ในระหว่างการทำงาน เขาได้ตีพิมพ์บทความกว่า 150 บทความและหนังสือ 3 เล่มดร.พอล อลัน คอกซ์ สำเร็จการศึกษาปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขานิเวศวิทยา จาก University of Wales ด้วยทุน Fulbright Fellow ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 เขาเข้าเรียนที่ Harvard University ด้วยทุน Danforth Fellow และทุน National Science Foundation Fellow จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2524 เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาชีววิทยาหลังจากนั้น เขาได้รับรางวัล National Science Foundation Presidential Young Investigator Award จากประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ปัจจุบัน ดร.พอล อลัน คอกซ์ เป็นรองประธานมูลนิธิ Seacologyซึ่งเป็นองค์กรที่เขาก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์ป่าฝนและวัฒนธรรมบนเกาะต่างๆ


ZOE DIANE DRAELOS

โซอี ไดอานา เดรลอส  (แพทย์และสมาชิกสมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐอเมริกา)

แพทย์ผิวหนัง และหัวหน้ากองบรรณาธิการวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology

 

แพทย์หญิงโซอี ไดอานา เดรลอส เป็นแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางที่ผ่านการรับรองจากแพทยสภาและเป็นสมาชิกสมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ความสนใจกับงานวิจัยด้านเวชสำอาง เครื่องอาบน้ำ และยารักษาโรคผิวหนังที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เธอเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในภาควิชาตจวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ Duke University และปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกในเมืองไฮพอยท์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา และเป็นอาจารย์พิเศษให้กับสถาบันทางการแพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 45 แห่ง นอกจากนี้ แพทย์หญิงโซอี ไดอานา เดรลอส เขียนหนังสือแบบเรียน 9 เล่ม ซึ่งรวมถึงหนังสือชื่อ Cosmetics in Dermatology บทเรียนสำหรับหนังสือแบบเรียน 23 เล่ม และบทความ 300 บทความปัจจุบัน เธอเป็นสมาชิกกองบรรณาธิการวารสาร 8 วารสาร ในปี พ.ศ. 2549เธอได้รับรางวัล Lifetime Achievement AwardในอุตสาหกรรมเวชสำอางจากHealth Beauty America เนื่องจากงานวิจัยของเธอมีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาสูตรยากลุ่มชีวภาพ


KUROOphoto

มาโกโตะ คุโรโอะ (แพทย์)
รองศาสตราจารย์ทางด้านพยาธิวิทยา University of Texas Southwestern Medical Center

 

ดร.มาโกโตะ คุโรโอะ สำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตร์ จาก University of Tokyo ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2528 เขาผ่านการฝึกแพทย์ประจำบ้านที่ Tokyo Metropolitan Geriatric Hospital ในปี พ.ศ. 2531หลังจากที่เขากลับมาศึกษาต่อในหลักสูตรแพทย์ปฏิบัติการหทัยวิทยา ที่ University of Tokyo จนถึงปี พ.ศ. 2541 เขาได้รับปริญญาแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิต จาก University of Tokyo ในปี พ.ศ. 2534 และจากนั้น เขาผ่านการฝึกอบรมนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่ National Institute of Neuroscience ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงนั้น เขาได้วิเคราะห์ยีนโคลโธ ซึ่งเป็นยีนที่ทำหน้าที่ต่อต้านการชราภาพในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในปี พ.ศ. 2541เขาได้รับตำแหน่งรองศษสตราจารย์ทางด้านพยาธิวิทยาที่ University of Texas Southwestern Medical Center ในเมืองแดลลัส ห้องปฎิบัติการของเขามุ่งเน้นการศึกษากลไกระดับโมเลกุลของยีนโคลโธที่ต่อต้านการชราภาพ


lester_mitscher_87

ดร.เลสเตอร์ มิทเชอร์

ศาสตราจารย์ภาควิชาเคมีการแพทย์ University of Kansas
 

ดร.เลสเตอร์ มิทเชอร์ สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาเคมี จากWayne State University ในเมืองดีทรอยต์ในปี พ.ศ. 2501 ซึ่งเขาได้ศึกษาเกี่ยวกับเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2518 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์พิศิษฐ์และประธานภาควิชาเคมีการแพทย์ที่ University of Kansas ในปี พ.ศ. 2535 เขากลับมาทำงานที่คณะอีกครั้ง เขากำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับยาปฎิชีวนะ พันธุศาสตร์และเคมีป้องกันเขาได้ตีพิมพ์บทความมาแล้วกว่า 280 บทความและเขียนหนังสือของตนเองและเขียนหนังสือร่วมกับผู้อื่นเกี่ยวกับการค้นคว้าและพัฒนายารวม 7 เล่ม นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกกองบรรณาธิการวารสารเฉพาะทางหลายฉบับและได้รับสิทธิบัตรทั้งในสหรัฐอเมริกาและในระดับสากล 15 ใบ เขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหาร International Organization for Chemistry in Developing Countries และเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาอาวุโสให้กับ Global Alliance for TB Drug Development

 

 


nakanishi_87

ดร.โกจิ นากานิชิ

ศาสตราจารย์ทางด้านเคมี Columbia University


งานวิจัยชิ้นแรกเกี่ยวกับแปะก๊วยที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้วเป็นผลงานของศาสตราจารย์ ดร.โกจิ นากานิชิเขาแยกองค์ประกอบสำคัญของสารสกัดแปะก๊วย ในช่วงที่เขาทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง เขาได้ศึกษาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติโดยกำหนดโครงสร้างทางเคมีของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกว่า 200 ชนิดและศึกษว่าสารเหล่านั้นมีผลอย่างไรต่อมนุษย์ พืชและสัตว์ เขาได้รับรางวัลจากองค์กรทางวิทยาศาสตร์มาแล้วหลายรางวัล เขาตีพิมพ์บทความทางวิทยาศาสตร์ 700 บทความและเขียนหนังสือ 9 เล่มซึ่งรวมถึงหนังสืออัตชีวประวัติ ชื่อ A Wandering Natural Products Scientist ในปี พ.ศ. 2534 นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัล King Faisal International Award ทางด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย

 


ThomasProlla

ดร.โทมัส เอ โพรลา

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท LifeGen Technologies ศาสตราจารย์ภาควิชาพันธุศาสตร์และพันธุศาสตร์การแพทย์ University of Wisconsin

 

ดร.โทมัส เอ โพรลา จบการศึกษาจากภาควิชาชีวฟิสิกส์และชีวเคมี จากYale University โดยได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตในปี พ.ศ. 2537 และผ่านการฝึกอบรมนักวิจัยหลังปริญญาเอกจากภาควิชามนุษย์และพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล Baylor College of Medicine และเข้าทำงานเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาพันธุศาสตร์และพันธุศาสตร์การแพทย์University of Wisconsin ในปี พ.ศ. 2540ดร.โทมัส เอ โพรลาได้รับรางวัลทางด้านวิทยาศาสตร์หลายรางวัล เช่น รางวัลShorb Lecturer AwardรางวัลBurroughs Wellcome Young Investigator AwardรางวัลShaw Scientist Awardรางวัล Howard Hughes Medical Institute New Investigator Award และรางวัล Pound Research Award ปัจจุบัน ดร.โทมัส เอ โพรลา มุ่งศึกษาเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลการแสดงออกของยีนอายุขัยและจุลพยาธิวิทยา ในปี พ.ศ. 2544 In 2001, ดร.โทมัส เอ โพรลาและดร.ริชาร์ด วีนดรูค ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท LifeGen Technologies, LLC ซึ่งมุ่งเน้นทางด้านโภชนพันธุศาสตร์รวมถึงผลของสารอาหารและการควบคุมปริมาณแคลอรีที่มีต่อกระบวนการชราภาพดร.โทมัส เอ โพรลาได้ตีพิมพ์บทความลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายฉบับ เช่น วารสาร Science


hildebert_wagner_87

ดร.ฮิลเดเบิร์ท แวกเนอร์
ศาสตราจารย์กิตติคุณ สถาบันเภสัชศาสตร์แห่ง Ludwig-Maximilians University Center for Pharmaceutical Research เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

 

ดร.ฮิลเดเบิร์ท แวกเนอร์ เป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ Immunomodulatory Agents from Plants ในปี พ.ศ. 2542 เขาเริ่มศึกษาทางด้านเภสัชศาสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 และได้เขียนหนังสืออีก 7 เล่ม รวมถึงหนังสือชื่อ Plant Drug Analysis ในปี พ.ศ. 2539 และหนังสือชื่อ Drugs and Drug Constituents ในปี พ.ศ. 2541และมีผลงานทางวิทยาศาสตร์ตีพิมพ์อีกกว่า 900ชิ้นดร.ฮิลเดเบิร์ท แวกเนอร์ ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านเภสัชเวทในปี พ.ศ. 2508และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาเชิงเภสัชศาสตร์ในเมืองมิวนิกจนถึงปี พ.ศ. 2542เขาได้รับการยกย่องจากสถาบันวิทยาศาสตร์ระดับสากลหลายแห่ง เช่น Universities of Ohio, Budapest and Debrecen, Dijon, และ Helsinki เนื่องจากผลงานวิจัยทางด้านเภสัชศาสตร์ของเขา นอกจากนี้ ดร.ฮิลเดเบิร์ท แวกเนอร์ เป็นสมาชิกกองบรรณาธิการและที่ปรึกษาให้กับวารสารต่างๆ เช่น วารสาร Journal of Ethnopharmacology และวารสาร Journal of Natural Products และเป็นบรรณาธิการวารสาร International Journal of Phytomedicine อีกด้วย


molly wanner

 

  1. ดร.มอลลี แวนเนอร์(แพทย์)

แพทย์ผิวหนังMassachusetts General Hospital และ Harvard Medical School
 

ดร.มอลลี แวนเนอร์เป็นแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางที่ผ่านการรับรองจากแพทยสภา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านการเลเซอร์ผิวหนังและเวชสำอางที่ Massachusetts General Hospital และ Harvard Medical School ปัจจุบัน เธอมุ่งทำงานวิจัยคลินิกและงานวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับเวชสำอางและการเลเซอร์ผิวหนัง สาขางานวิจัยที่เธอให้ความสนใจคือผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ไขมันและเซลลูไลท์ และอุปกรณ์สำหรับการเลเซอร์ผิวหนังและเวชสำอาง ดร.มอลลี แวนเนอร์เป็นที่ยอมรับอย่างสูงในประเทศและมีบทความตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ เช่น วารสาร Dermatologic Surgery วารสาร Lasers in Surgery and Medicine และวารสาร Journal of the American Academy of Dermatology นอกจากนี้ เธอยังเป็นหนึ่งในคณะทำงานเฉพาะกิจขององค์กรต่างๆ เช่น American Academy of Dermatology, American Society of Dermatologic Surgery, และ Women’s Dermatologic Society อีกด้วย ดร.มอลลี แวนเนอร์สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยม Magna Cum Laude จาก Amherst College และเข้าศึกษาต่อที่ Columbia University โดยสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรติยมทางการศึกษาแพทย์ Alpha Omega Alpha จากคณะแพทย์ศาสตร์ และเกียรติยม Beta Gamma Sigma จากคณะบริหารธุรกิจ

 

เริ่มต้นกับ นู สกิน สมัครเป็น แบรนด์ แอฟฟลิลิเอต